วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กิจกรรม(Activity) บทที่ 7 การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา


1.สืบค้นจากหนังสือหรือในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เรื่อง การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ตอบ

         หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ซึ่งหลักสูตรแบบอิงมาตรฐาน (Standards-Based Curricullum)  อาจสรุปเป็นหัวใจ ได้ดังนี้


เริ่มจากวิสัยทัศน์ :

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้  คุณธรรม  มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ  การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต  โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ

6 มาจาก หลักการ 6 ประการ

5 มาจาก จุดหมาย 5 ประการ

5 มาจาก สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน  5 ประการ

8 มาจาก คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ

8 มาจาก มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด 8 กลุ่มสาระ (Strans) 67 มาตรฐานตัวบ่งชี้

3 มาจาก กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  3 ประการ

วิสัยทัศน์

                         หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้  คุณธรรม  มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ  การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต  โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ

หลักการมี 3 ประการดังนี้

              1.   เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล

2.  เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ

3.  เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น

4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัด           การเรียนรู้

5.  เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

6.  เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย  ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย  สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ 

จุดหมาย

             มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี  มีปัญญา มีความสุข   มีศักยภาพในการศึกษาต่อ  และประกอบอาชีพ   ได้กำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน  เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน   ดังนี้

1.  มีคุณธรรม  จริยธรรม  และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง   มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ  ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา   การใช้เทคโนโลยี  และมีทักษะชีวิต

3.  มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย

4.  มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก  ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ           การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

5.  มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย   การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม  มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข  

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์

                มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ 5 ประการ ดังนี้

                 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร  มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม

                 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์  การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม

3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ              ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น    ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม

                 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต   เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน  การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม

คุณลักษณะอันพึงประสงค์

มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข  ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก   ดังนี้

1.  รักชาติ  ศาสน์ กษัตริย์

2.  ซื่อสัตย์สุจริต

3.  มีวินัย

4. ใฝ่เรียนรู้

5. อยู่อย่างพอเพียง

6.  มุ่งมั่นในการทำงาน

7.  รักความเป็นไทย

8.  มีจิตสาธารณะ

มาตรฐานการเรียนรู้

                การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา ได้กำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้

1.      ภาษาไทย

2.    คณิตศาสตร์

3.     วิทยาศาสตร์

4.     สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

5.     สุขศึกษาและพลศึกษา

6.      ศิลปะ

7.     การงานอาชีพและเทคโนโลยี

8.     ภาษาต่างประเทศ

ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้  ปฏิบัติได้  มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยม   ที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ

ตัวชี้วัด

ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น               ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม  นำไปใช้                                 ในการกำหนดเนื้อหา  จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน

1. ตัวชี้วัดชั้นปี   เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ          (ประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3)          

2 . ตัวชี้วัดช่วงชั้น  เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย(มัธยมศึกษาปีที่ 4- 6)

 หลักสูตรได้มีการกำหนดรหัสกำกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด เพื่อความเข้าใจและให้สื่อสารตรงกัน ดังนี้

ว 1.1 ป. 1/2

ป.1 /2        ตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ข้อที่ 2

1 .1            สาระที่ 1  มาตรฐานข้อที่ 1   

ว                กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ต 2.2 ม.4 -6/ 3

ม.4 -6/3      ตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ข้อที่ 3

2 .3            สาระที่ 2  มาตรฐานข้อที่ 2


ต                 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

          
           
2.แลกเปลี่ยนแนวคิดกับเพื่อนนักศึกษา หรือผู้รู้ เกี่ยวกับหลักสูตรสถานศึกษาของสถานศึกษาหรือโรงเรียนที่สนใจ
ตอบ

           โรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยา สพป.สระแก้ว เขต 2
คำนำ

          หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยา  พุทธศักราช 2561  ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ จัดทำขึ้นเพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องกับคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ  ที่สพฐ.1239/2560 เรื่อง  ให้ใช้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560)  ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551  นำไปเป็นกรอบและทิศทางในการจัดการเรียนการสอนในระดับชั้นเรียน  ให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสอดคล้อง กับการเปลี่ยนแปลงทางเศษฐกิจ  สังคม  วัฒนธรรม  สภาพแวดล้อม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์  และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  เป็นการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนของชาติให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล  สอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 โลกในศตวรรษที่  21  และทัดเทียมกับนานาชาติ  ผู้เรียนมีศักยภาพในการแข่งขัน และดำรงชีวิตอย่างสร้างสรรค์ในประชาคมโลก  ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  และพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  ๒๕๕๑  และคำสั่งคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 921/2561 เรื่อง ยกเลิกมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระที่ 2 การออกแบบและเทคโนโลยี และสาระที่ 3 เทคโนโลยีสานสนเทศและการสื่อสาร ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2561
          หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยา  พุทธศักราช 2561  ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ สำเร็จได้เพราะความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลักสูตรโรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยาเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการจัดการศึกษาต่อไป



                                                                   โรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยา


                                                            ส่วนนำ

วิสัยทัศน์
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยา  มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลัง ของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้  คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและ การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

๑.  ความสามารถในการสื่อสาร  เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร  มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม  รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม
๒. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์     การคิดสร้างสรรค์  การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดเป็นระบบ   เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
๓.  ความสามารถในการแก้ปัญหา  เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล  คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ  เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม  แสวงหาความรู้  ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง  สังคมและสิ่งแวดล้อม
๔.  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต   ความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน  การเรียนรู้ด้วยตนเอง  การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง   การทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม  การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อมและการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น
๕.  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี    เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้  การสื่อสาร  การทำงาน  การแก้ปัญหาอย่าสร้างสรรค์ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม

คุณลักษณะอันพึงประสงค์

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์  เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก   ดังนี้
๑.  รักชาติ  ศาสน์  กษัตริย์
๒.  ซื่อสัตย์สุจริต
๓.  มีวินัย
๔.  ใฝ่เรียนรู้
๕.  อยู่อย่างพอเพียง
๖.  มุ่งมั่นในการทำงาน
๗.  รักความเป็นไทย
๘.  มีจิตสาธารณะ

ทำไมต้องเรียนสังคมศึกษา  ศาสนา และวัฒนธรรม
สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ว่ามนุษย์ดำรงชีวิตอย่างไร  ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคล และการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ ทำให้เกิดความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่น มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับในความแตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ และสังคมโลก

เรียนรู้อะไรในสังคมศึกษา  ศาสนา และวัฒนธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม        ที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับบริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ  มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม  โดยได้กำหนดสาระต่าง ๆ ไว้ ดังนี้
·   ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการพัฒนาตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมทั้งบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม
·   หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและความสำคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ  ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก
·   เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหาร        จัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน 
·   ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์สำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ       ในอดีต ความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย  แหล่งอารยธรรมที่สำคัญของโลก  
·   ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ  ลักษณะทางกายภาพ  แหล่งทรัพยากร และภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กันของสิ่งต่าง ๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การนำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ  การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ ๑     ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน  ส ๑.๑        รู้ และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
มาตรฐาน  ส ๑.๒        เข้าใจ  ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี  และธำรงรักษาพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ
สาระที่ ๒     หน้าที่พลเมือง  วัฒนธรรม  และการดำเนินชีวิตในสังคม­
มาตรฐาน  ส ๒.๑        เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดีงาม และ
ธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย  ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และ สังคมโลกอย่างสันติสุข                     
มาตรฐาน  ส ๒.๒        เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน  ยึดมั่น  ศรัทธา  และธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

­สาระที่ ๓   เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส.๓.๑          เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภคการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ
มาตรฐาน ส.๓.๒         เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ  ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
และความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
สาระที่ ๔   ประวัติศาสตร์
มาตรฐาน ส ๔.๑         เข้าใจความหมาย  ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์  สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ  อย่างเป็นระบบ
มาตรฐาน ส ๔.๒         เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน  ในด้านความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและสามารถ  วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น
มาตรฐาน ส ๔.๓         เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก                  ความภูมิใจและธำรงความเป็นไทย

สาระที่ ๕  ภูมิศาสตร์                                                                                                       
มาตรฐาน ส ๕.๑          เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ  และความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งซึ่งมีผล         ต่อกันและกันในระบบของธรรมชาติ  ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์       ในการค้นหาวิเคราะห์ สรุป และใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ                                                                                                                        
มาตรฐาน ส ๕.๒          เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม  มีจิตสำนึก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์   ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม  เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน



คุณภาพผู้เรียน

จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
·   ได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง ตลอดจนสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น            ที่อยู่อาศัย  และเชื่องโยงประสบการณ์ไปสู่โลกกว้าง
·   ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้มีทักษะกระบวนการ และมีข้อมูลที่จำเป็นต่อการพัฒนาให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ มีความเป็น         พลเมืองดี มีความรับผิดชอบ การอยู่ร่วมกันและการทำงานกับผู้อื่น มีส่วนร่วมในกิจกรรมของ   ห้องเรียน  และได้ฝึกหัดในการตัดสินใจ
·   ได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในลักษณะการ          บูรณาการผู้เรียนได้เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับปัจจุบันและอดีต มีความรู้พื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ข้อคิดเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายของครอบครัว เข้าใจถึงการเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค รู้จักการออมขั้นต้นและ       วิธีการเศรษฐกิจพอเพียง
·   ได้รับการพัฒนาแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญา เพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจในขั้นที่สูงต่อไป

จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
·   ได้เรียนรู้เรื่องของจังหวัด ภาค และประทศของตนเอง ทั้งเชิงประวัติศาสตร์ ลักษณะทางกายภาพ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมทั้งการเมืองการปกครอง สภาพเศรษฐกิจโดยเน้นความเป็นประเทศไทย
·   ได้รับการพัฒนาความรู้และความเข้าใจ ในเรื่องศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ รวมทั้งมีส่วนร่วมศาสนพิธี และพิธีกรรมทางศาสนา          มากยิ่งขึ้น
·   ได้ศึกษาและปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิหน้าที่ในฐานะพลเมืองดีของ      ท้องถิ่น จังหวัด ภาค และประเทศ รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ของท้องถิ่นตนเองมากยิ่งขึ้น
·   ได้ศึกษาเปรียบเทียบเรื่องราวของจังหวัดและภาคต่างๆของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้รับการพัฒนาแนวคิดทางสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่        พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์เพื่อขยายประสบการณ์ไปสู่การทำความเข้าใจ  ในภูมิภาค ซีกโลกตะวันออกและตะวันตกเกี่ยวกับศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต การจัดระเบียบทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากอดีตสู่ปัจจุบัน







โครงสร้างเวลาเรียน
หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยา


รายวิชา / กิจกรรม
เวลาเรียน
ระดับประถมศึกษา
ป.๑
ป.๒
ป.๓
ป.๔
ป.๕
ป.๖
กลุ่มสาระการเรียนรู้

ภาษาไทย
200
200
200
๑๖๐
๑๖๐
๑๖๐
คณิตศาสตร์
๒๐๐
๒๐๐
๒๐๐
๑๖๐
๑๖๐
๑๖๐
วิทยาศาสตร์
๘๐
๘๐
๘๐
๘๐
๘๐
๘๐
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
40
40
4๐
๘๐
๘๐
๘๐
ประวัติศาสตร์
๔๐
๔๐
๔๐
๔๐
๔๐
๔๐
สุขศึกษาและพลศึกษา
40
4๐
4๐
๘๐
๘๐
๘๐
ศิลปะ
๘๐
๘๐
๘๐
๘๐
๘๐
๘๐
การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๔๐
๔๐
๔๐
๘๐
๘๐
๘๐
ภาษาต่างประเทศ
12๐
12๐
12๐
๘๐
๘๐
๘๐
รวมเวลาเรียน (พื้นฐาน)
๘๔๐
๘๔๐
๘๔๐
๘๔๐
๘๔๐
๘๔๐
รายวิชาเพิ่มเติม

หน้าที่พลเมือง
๔๐
๔๐
๔๐
๔๐
๔๐
๔๐
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
80
80
80
40
40
40
รวมเวลาเรียน  (เพิ่มเติม)
120
120
120
80
80
80
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

กิจกรรมแนะแนว
40
40
40
40
40
40
กิจกรรมนักเรียน
-  กิจกรรมลูกเสือ – เนตรนารี
-  กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์
40
(10)
40
(10)
40
(10)
40
(10)
40
(10)
40
(10)
- ชุมนุม
40
40
40
40
40
40
รวมเวลากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
120
120
120
120
120
120
รวมเวลาเรียนทั้งหมด
๑,08๐  ชั่วโมง / ปี
๑,04๐  ชั่วโมง / ปี



โครงสร้างหลักสูตรชั้นปี  ระดับประถมศึกษา
ชั้นประถมศึกษาปีที่  ๑

รายวิชา / กิจกรรม
เวลาเรียน (ช.ม. / ปี)
รายวิชาพื้นฐาน
(๘4๐)
ท๑๑๑๐๑
ภาษาไทย
200
ค๑๑๑๐๑
คณิตศาสตร์
๒๐๐
ว๑๑๑๐๑
วิทยาศาสตร์
๘๐
ส๑๑๑๐๑
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
40
ส๑๑๑๐๒
ประวัติศาสตร์
๔๐
พ๑๑๑๐๑
สุขศึกษาและพลศึกษา
40
ศ๑๑๑๐๑
ศิลปะ
๘๐
ง๑๑๑๐๑
การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๔๐
อ๑๑๑๐๑
ภาษาอังกฤษ
120
รายวิชาเพิ่มเติม
(120)
ส 11231
หน้าที่พลเมือง 1
40
อ 11201
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1
80
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
(๑๒๐)
กิจกรรมแนะแนว
๔๐
กิจกรรมนักเรียน
-  กิจกรรมลูกเสือ – เนตรนารี
-  กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

40
(10)
-  ชุมนุม
๔๐
รวมเวลาเรียนทั้งสิ้น
๑,080

หมายเหตุ     ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ ในกิจกรรมลูกเสือและเนตรนารี







โครงสร้างหลักสูตรชั้นปี  ระดับประถมศึกษา
ชั้นประถมศึกษาปีที่  2

รายวิชา / กิจกรรม
เวลาเรียน (ช.ม. / ปี)
รายวิชาพื้นฐาน
(๘4๐)
ท๑2๑๐๑
ภาษาไทย
๒0๐
ค๑2๑๐๑
คณิตศาสตร์
๒๐๐
ว๑2๑๐๑
วิทยาศาสตร์
๘๐
ส๑2๑๐๑
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
4๐
ส๑2๑๐๒
ประวัติศาสตร์
๔๐
พ๑2๑๐๑
สุขศึกษาและพลศึกษา
4๐
ศ๑2๑๐๑
ศิลปะ
๘๐
ง๑2๑๐๑
การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๔๐
อ๑2๑๐๑
ภาษาอังกฤษ
12๐
รายวิชาเพิ่มเติม
(120)
ส 12232
หน้าที่พลเมือง 2
40
อ 12201
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 2
80
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
(๑๒๐)
กิจกรรมแนะแนว
๔๐
กิจกรรมนักเรียน
-  กิจกรรมลูกเสือ – เนตรนารี
-  กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

40
(10)
-  ชุมนุม
๔๐
รวมเวลาเรียนทั้งสิ้น
๑,๐8๐

หมายเหตุ     ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ ในกิจกรรมลูกเสือและเนตรนารี







โครงสร้างหลักสูตรชั้นปี  ระดับประถมศึกษา
ชั้นประถมศึกษาปีที่  3

รายวิชา / กิจกรรม
เวลาเรียน (ช.ม. / ปี)
รายวิชาพื้นฐาน
(๘4๐)
ท๑3๑๐๑
ภาษาไทย
๒0๐
ค๑3๑๐๑
คณิตศาสตร์
๒๐๐
ว๑3๑๐๑
วิทยาศาสตร์
๘๐
ส๑3๑๐๑
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
4๐
ส๑3๑๐๒
ประวัติศาสตร์
๔๐
พ๑3๑๐๑
สุขศึกษาและพลศึกษา
4๐
ศ๑3๑๐๑
ศิลปะ
๘๐
ง๑3๑๐๑
การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๔๐
อ๑3๑๐๑
ภาษาอังกฤษ
12๐
รายวิชาเพิ่มเติม/กิจกรรมเพิ่มเติม
(120)
ส 13233
หน้าที่พลเมือง 3
40
อ 13201
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 3
80
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
(๑๒๐)
กิจกรรมแนะแนว
๔๐
กิจกรรมนักเรียน
-  กิจกรรมลูกเสือ – เนตรนารี
-  กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

40
(10)
-  ชุมนุม
๔๐
รวมเวลาเรียนทั้งสิ้น
๑,๐8๐

หมายเหตุ     ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ ในกิจกรรมลูกเสือและเนตรนารี







โครงสร้างหลักสูตรชั้นปี  ระดับประถมศึกษา
ชั้นประถมศึกษาปีที่  4

รายวิชา / กิจกรรม
เวลาเรียน (ช.ม. / ปี)
รายวิชาพื้นฐาน
(๘4๐)
ท๑4๑๐๑
ภาษาไทย
๑๖๐
ค๑4๑๐๑
คณิตศาสตร์
๑๖๐
ว๑4๑๐๑
วิทยาศาสตร์
๘๐
ส๑4๑๐๑
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
๘๐
ส๑4๑๐๒
ประวัติศาสตร์
๔๐
พ๑4๑๐๑
สุขศึกษาและพลศึกษา
๘๐
ศ๑4๑๐๑
ศิลปะ
๘๐
ง๑4๑๐๑
การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๘๐
อ๑4๑๐๑
ภาษาอังกฤษ
๘๐
รายวิชาเพิ่มเติม/กิจกรรมเพิ่มเติม
(80)
ส 14234
หน้าที่พลเมือง 4
40
อ 14201
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 4
40
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
(๑๒๐)
กิจกรรมแนะแนว
๔๐
กิจกรรมนักเรียน
-  กิจกรรมลูกเสือ – เนตรนารี
-  กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

40
(10)
-  ชุมนุม
๔๐
รวมเวลาเรียนทั้งสิ้น
๑,๐4๐

หมายเหตุ     ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ ในกิจกรรมลูกเสือและเนตรนารี







โครงสร้างหลักสูตรชั้นปี  ระดับประถมศึกษา
ชั้นประถมศึกษาปีที่  5

รายวิชา / กิจกรรม
เวลาเรียน (ช.ม. / ปี)
รายวิชาพื้นฐาน
(๘4๐)
ท๑5๑๐๑
ภาษาไทย
๑๖๐
ค๑5๑๐๑
คณิตศาสตร์
๑๖๐
ว๑5๑๐๑
วิทยาศาสตร์
๘๐
ส๑5๑๐๑
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
๘๐
ส๑5๑๐๒
ประวัติศาสตร์
๔๐
พ๑5๑๐๑
สุขศึกษาและพลศึกษา
๘๐
ศ๑5๑๐๑
ศิลปะ
๘๐
ง๑5๑๐๑
การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๘๐
อ๑5๑๐๑
ภาษาอังกฤษ
๘๐
รายวิชาเพิ่มเติม/กิจกรรมเพิ่มเติม
(80)
ส 15235
หน้าที่พลเมือง 5
40
อ 15201
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 5
40
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
(๑๒๐)
กิจกรรมแนะแนว
๔๐
กิจกรรมนักเรียน
-  กิจกรรมลูกเสือ – เนตรนารี
-  กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

40
(10)
-  ชุมนุม
๔๐
รวมเวลาเรียนทั้งสิ้น
๑,๐4๐

หมายเหตุ     ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ ในกิจกรรมลูกเสือและเนตรนารี







โครงสร้างหลักสูตรชั้นปี  ระดับประถมศึกษา
ชั้นประถมศึกษาปีที่  6

รายวิชา / กิจกรรม
เวลาเรียน (ช.ม. / ปี)
รายวิชาพื้นฐาน
(๘4๐)
ท๑6๑๐๑
ภาษาไทย
๑๖๐
ค๑6๑๐๑
คณิตศาสตร์
๑๖๐
ว๑6๑๐๑
วิทยาศาสตร์
๘๐
ส๑6๑๐๑
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
๘๐
ส๑6๑๐๒
ประวัติศาสตร์
๔๐
พ๑6๑๐๑
สุขศึกษาและพลศึกษา
๘๐
ศ๑6๑๐๑
ศิลปะ
๘๐
ง๑6๑๐๑
การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๘๐
อ๑6๑๐๑
ภาษาอังกฤษ
๘๐
รายวิชาเพิ่มเติม/กิจกรรมเพิ่มเติม
(80)
ส 16236
หน้าที่พลเมือง 6
40
อ 16201
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 6
40
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
(๑๒๐)
กิจกรรมแนะแนว
๔๐
กิจกรรมนักเรียน
-  กิจกรรมลูกเสือ – เนตรนารี
-  กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

40
(10)
-  ชุมนุม
๔๐
รวมเวลาเรียนทั้งสิ้น
๑,๐4๐

หมายเหตุ     ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ ในกิจกรรมลูกเสือและเนตรนารี






ตัวชี้วัดชั้นปี / ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
กลุ่มสาระการเรียนรู้
ตัวชี้วัดชั้นปี
รวม
สาระ
มาตรฐาน
ป.๑
ป. ๒
ป. ๓
ป.๔
ป.๕
ป.๖
๑. ภาษาไทย
๕
๕
๒๒
๒๗
๓๑
๓๓
๓๓
๓๔
๑๘๐
๒. คณิตศาสตร์
๖
๑๔
๑๕
๒๓
๒๘
๒๙
๒๙
๓๑
๑๕๕
๓. วิทยาศาสตร์
๘
๑๓
๑๖
๒๓
๒๘
๒๑
๓๔
๓๗
๑๕๙
๔. สังคมศึกษา ฯ
๕
๑๑
๓๒
๓๔
๓๙
๓๘
๓๗
๓๙
๒๑๙
๕. สุขศึกษาและพลศึกษา
๕
๖
๑๕
๒๑
๑๘
๑๙
๒๕
๒๒
๑๒๐
๖. ศิลปะ
๓
๖
๑๘
๒๕
๒๙
๒๙
๒๖
๒๗
๑๕๔
๗. การงานอาชีพฯ
๔
๔
๕
๑๐
๘
๑๐
๑๓
๑๓
๕๙
๘. ภาษาต่างประเทศ
๔
๘
๑๖
๑๖
๑๘
๒๐
๒๐
๒๐
๑๑๐
รวม
๔๐
๖๗
๑๓๙
๑๗๙
๑๙๙
๑๙๙
๒๑๗
๒๒๓
๑,๑๕๖



ที่มา : https://drive.google.com/drive/folders/1XBoMv8BqAAbAmrwvdS6Ec3k27CyVfPcr








          





กิจกรรม(Activity) บทที่ 8 การวางแผนพัฒนาหลักสูตร




1.สืบค้นจากหนังสือหรือในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เรื่อง การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรท้องถิ่น
ตอบ
                                                             หลักสูตรท้องถิ่น เรื่องการทำหมอปั้นดินเผา
                                                                              
          ปัญหาอุปสรรคในการประกอบการ  ปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีส่วนทำให้การผลิตเครื่องปั้นดินสทิงหม้อลดน้อยลงนั้น  มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน  ปัจจัยภายนอกมีการกระจายของสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่  การขาดการเอาใจใส่ของผู้เกี่ยวข้องและปัญหาโจรสลัด  ซึ่งคอยบุกปล้นสะดมเมื่อนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายต่างเมือง  ปัจจัยภายในมีการขาดผู้ช่วยเหลือแรงงาน  ราคาผลิตภัณฑ์ตกต่ำ  เพราะผลกระทบจากปัจจัยภายนอก  ขาดพาหนะขนส่ง  และความชราภาพของผู้ประกอบการเอง  ปัญหาอุปสรรคที่ผู้ประกอบการในปัจจุบันประสบอยู่  แยกได้เป็น 3ประการ  คือ  ปัญหาการผลิต  การจำหน่าย  และการรักษาเอกลักษณ์
                เรื่องของเอกลักษณ์เป็นเรื่องของคุณค่าทางวัฒนธรรมประจำกลุ่ม  ประจำถิ่นหรือประเทศ  เป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดอ่อน  การที่จะมองเห็นเอกลักษณ์ของตนเอง  และความสำคัญของเอกลักษณ์ที่มีต่อตนตลอดจนการสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้กับตนเองนั้น  เป้นเรื่องที่ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง  ประการหนึ่งที่เป็นรากฐานสำคัญ  คือ  การศึกษาให้รู้ให้เข้าใจว่า  ตนเองมีอะไรเป็นเอกลักษณ์  สิ่งนั้นให้คุณค่าแก่ตนเองอย่างไรบ้าง  และถ้าจะสร้างสิ่งใหม่  ควรกรองมาจากของเก่าและใหม่อย่างละเท่าใด  ตามสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
  
                การแก้ไขปัญหาอุปสรรคส่งเสริมด้านนี้ก็ควรใช้หลักการดังกล่าว  คือ  ศึกษาเอกลักษณ์ของเครื่องปั้นสทิงหม้อให้เข้าใจลึกซึ้งมากกว่านี้แล้วนำผลจากการศึกษานั้นมาเผยแพร่แก่ผู้ประกอบการและผุ้ที่สนใจทั่วไป  แล้วขั้นตอนต่อไปก็ร่วมมือกันคิดค้นเอกลักษณ์เพิ่มเติมโดยยึดของเดิมที่ดีแล้วเป็นแกนกลาง  ในทางปฏิบัติเพื่อการอนุรักษ์และสร้างสรรค์เอกลักษณ์  สิ่งที่ผู้ประกอบการหรือผู้เกี่ยวข้องควรทำ  คือ  การรวบรวมสะสมผลิตภัณฑ์ทุกประเภท  ทุกชนิดของหมู่บ้านที่เคยผลิตและกำลังผลิตอยู่ในปัจจุบัน  เพราะวัฒนธรรมระดับสูงที่เรียกว่า “อารยธรรม” นั้น  เกิดจากการรวบรวม

           วัสดุการทำหม้อ


1.ดินเหนียว (ดินที่นำมาปั้นหม้อต้องเป็นดินจากปากรอเเละชิงโคเท่านั้นในการทำหม้อดินเผาสทิงหม้อ)
2.เครื่องอัดดิน (นำดินปากรอเเละดินชิงโคมาอัดให้เป็นเนื้อเดียวกัน)
3.เครื่องหมุน (ซึ่งปัจจุบันมักใช้เป็นระบบไฟฟ้า)
4.เตาเผา (ใช้ในการเผาหม้อดินเผา)
5.ไม้พิมพ์ลาย (ไว้ใช้พิมพ์หม้อดินเผาซึ่งในเเต่ละท้องถิ่นก็จะมีลายที่เเตกต่างกัน)


ดินที่พร้อมจะนำไปปั้น

เครื่องอัดดิน

เครื่องหมุน

เตาเผา

ไม้พิมพ์ลาย

วิธีการทำหม้อดินเผา


1.เตรียมดินเหนียวที่ผสมกับดินทรายบริเวณชายฝั่งทะเลปากรอ 

2.นวดดินที่ผสมแล้วให้เป็นเนื้อเดียวกัน


3.หยิบดินตามขนาดภาชนะที่เราจะปั้น
4.เอาดินตั้งบนแป้นเเละเปิดเเป้นหมุนให้เครื่องทำงาน ใช้มือขึ้นรูป
5.ขึ้นรูปทรงให้สูง ในระหว่างทำมือจะต้องเปียกอยู่เสมอเเละเอานิ้วโป้งกดลงไปตรงกลางเเล้วค่อยใช้น้ำหยอดลงไปทีละเล็กทีน้อยเพื่อให้เกิดเป็นรูปทรงตามต้้องการ
6.ใช้มือตกแต่งรูปหม้อให้มีรูปทรงตามต้องการ

7.ใช้เชือกตัดบริเวณก้นหม้อเมื่อขึ้นรูปเสร็จแล้ว

8.เมื่อตัดเสร็จแล้วยกหม้อที่ปั้นออกจากแป้น
9.นำไปตากแดดเป็นเวลา 2 อาทิตย์ก่อนนำมาเผาเป็นอันเสร็จขั้นตอน

10.หม้อหลังจากการตากแดด

***สำหรับการทำลายของหม้อ

1.ใช้ไม้พิมพ์ลายในรูปแบบต่างๆ

2.ใช้ไม้พิมพ์ลายตีลงบนหม้อโดยนำหมุดดันลงไปในปากหม้อเพื่อไม่ให้หม้อเสียรูปทรง

           
2. ศึกษาทำความเข้าใจเพิ่มเติมจาก สุเทพ อ่วมเจริญ :การพัฒนาหลักสูตร:ทฤษฎีและการปฏิบัติ  “ปฏิบัติการพัฒนาหลักสูตร : ปฏิบัติการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิด SU Model ”
ตอบ

SU Model

กระบวนการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิด แบบจำลอง SU Model

SU Model คือ รูปแบบจำลองโลกแห่งการศึกษา โดยประกอบด้วยวงกลม ซึ่งเปรียบเสมือนโลกที่มีองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ คือ 1) พื้นฐานทางปรัชญา 2) พื้นฐานทางจิตวิทยา และ 3) พื้นฐานทางสังคม โดยมีสามเหลี่ยมแห่งการศึกษาที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่
·       ด้านความรู้ กำกับด้วยปรัชญาทางการศึกษา 2 ปรัชญา คือ ปรัชญาสารัตถนิยม (Essentialism) ซึ่งมีแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเป็นการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม ประเพณี และ ปรัชญานิรันดรนิยม (Perenialism) ที่มีแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนด้วยเหตุผล เรียนรู้ในสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระที่มั่นคง
·       ด้านผู้เรียน กำกับด้วยปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) ซึ่งมีแนวคิดที่ให้บุคคลมีเสรีภาพในการเลือกด้วยตนเอง มีแนวทางการจัดการศึกษาโดยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเลือกประสบการณ์ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
·       ด้านสังคม จะกำกับด้วยปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) โดยมีแนวคิดในการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนควรเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เนื่องจากสังคมมีปัญหา
               กระบวนการพัฒนาหลักสูตร (สามเหลี่ยมใหญ่) จะประกอบด้วยขั้นตอนในการจัดทำหลักสูตร(สามเหลี่ยมเล็กๆ  4 ภาพ) โดยประกอบด้วย 4 ขั้นตอนดังนี้
สามเหลี่ยมแรก เป็นการวางแผนหลักสูตร (Curriculum Planning) อาศัยแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์ คำถามที่หนึ่งคือ มีจุดมุ่งหมายอะไรบ้างในการศึกษาที่โรงเรียนต้องแสวงหา เพราะว่าหลักสูตรต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน เพื่อนำไปวางแผนหลักสูตร มีการกำหนดจุดหมายของหลักสูตร
              สามเหลี่ยมรูปที่สอง เป็นการออกแบบ (Curriculum Design) ซึ่งจะนำจุดหมายและจุดมุ่งหมายของหลักสูตร มาจัดทำกรอบปฏิบัติ หลักสูตรที่จัดทำขึ้น จะมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้ได้รับการพัฒนาตามกระบวนการของหลักสูตร และหรือ มีผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร สอดคล้องกับคำถามที่สองของไทเลอร์ คือ มีประสบการณ์ศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัดเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการศึกษา การออกแบบหลักสูตรมีสาระสำคัญทั้งในด้านกระบวนการ และด้านการพัฒนาผู้เรียน หรือ การออกแบบหลักสูตรมุ่งเน้นความรู้ตามหลักสูตรหรือเนื้อหาสาระ และผลผลิตของหลักสูตร การออกแบบหลักสูตรก็เพื่อให้มีกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ตอบสนองจุดหมาย (aim) และจุดมุ่งหมาย (goal) ของหลักสูตร
              สามเหลี่ยมรูปที่สาม เป็นการจัดระบบหลักสูตร (Curriculum Organize) ซึ่งจะสังเกตเห็นว่ารูปสามเหลี่ยมนี้กลับหัวคล้ายเงาสะท้อนของสามเหลี่ยมรูปแรก ในทางปฏิบัติการจัดระบบหลักสูตรเพื่อให้ตอบสนองการวางแผนหลักสูตร สอดคล้องกับคำถามที่สามของไทเลอร์ คือจัดประสบการณ์เรียนรู้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ในที่นี้การจัดระบบหลักสูตรให้ได้ประสิทธิภาพมีความหมายรวมถึง การบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ กล่าวคือ กระบวนการบริหารที่สนับสนุนการจัดประสบการณ์เรียนรู้ ที่มีประสิทธิผลมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนิเทศการศึกษา การนิเทศการสอนจะมีบทบาทสำคัญเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และบรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตร สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคม
              สามเหลี่ยมรูปที่สี่ การประเมิน (Curriculum Evaluation) เป็นการประเมินทั้งระบบหลักสูตรและผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร สอดคล้องกับคำถามที่สี่ของไทเลอร์คือ ประเมินประสิทธิผลของประสบการณ์ในการเรียนอย่างไร เพราะว่าการประเมินผลการเรียน ความรู้และการจัดการเรียนการสอนจะทำให้นักเรียนได้ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในสังคม

         



ที่มา : https://sites.google.com/site/socialedu57/sthing-hmx/withi-kar-tha-hmx-din-phea




กิจกรรม(Activity) บทที่ 9 การนำหลักสูตรไปใช้







1.สืบค้นจากหนังสือหรือในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เรื่อง การนำหลักสูตรไปใช้
ตอบ 
การนำหลักสูตรไปใช้

              การนำหลักสูตรไปใช้เป็นขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาหลักสูตร เป็นกระบวนการดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ในการนำหลักสูตรไปสู่โรงเรียนและจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุจุดหมายของหลักสูตร การนำหลักสูตรไปใช้เป็นงานเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายตั้งแต่ระดับกระทรวงศึกษาธิการ  แต่ละฝ่ายมีความเกี่ยวข้องในแต่ละส่วนของการนำหลักสูตรไปใช้ เช่น หน่วยงานส่วนกลาง เกี่ยวข้องในด้านการบริหารและบริการหลักสูตรกับการนิเทศและติดตามผลการใช้หลักสูตร ผู้บริหารสถานศึกษาเกี่ยวข้องในด้านการบริหารและบริการหลักสูตร การจัดปัจจัยและสภาพแวดล้อมต่างๆ ภายในสถานศึกษา ครูผู้สอน เกี่ยวข้องในด้านการจัดการเรียนการสอนให้บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตรใน   การนำหลักสูตรไปใช้จำต้องเป็นขั้นตอนตามลำดับ นับแต่ขั้นการวางแผน และเตรียมการในการประชาสัมพันธ์หลักสูตร และการเตรียมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ขั้นต่อมาคือดำเนินการนำหลักสูตรไปใช้อย่างมีระบบ นับแต่การจัดครูเข้าสอนตามหลักสูตร การบริการวัสดุหลักสูตรและสิ่งอำนวยความสะดวกในการนำหลักสูตรไปใช้ และการดำเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตร ส่วนขั้นสุดท้ายต้องติดตามประเมินผลการนำหลักสูตรไปใช้ นับแต่นิเทศติดตามผลการใช้หลักสูตร การติดตามและประเมินผล การใช้หลักสูตร การนำหลักสูตรไปใช้ ถือเป็นกระบวนการที่สำคัญที่จะทำให้หลักสูตรที่สร้างขึ้นบรรลุผลตามจุดหมาย และเป็นกระบวนการที่ต้องได้รับความร่วมมือจากบุคคล ที่เกี่ยวข้องหลายๆ ฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือครูผู้สอน

         

           
2. ศึกษาทำความเข้าใจเพิ่มเติมจาก สุเทพ อ่วมเจริญ :การพัฒนาหลักสูตร:ทฤษฎีและการปฏิบัติ  “การจัดหลักสูตร การประเมินหลักสูตร”
ตอบ
           การประเมินผลหลักสูตร

            การประเมินหลักสูตรมีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการจัดการศึกษา  เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการควบคุมคุณภาพ  การประกันคุณภาพของการศึกษาหลายๆ ระดับ  ตั้งแต่ระดับห้องเรียน  ระดับโรงเรียน  ระดับเขตจนถึงระดับชาติ  ผู้ที่มีบทบาทในการประเมินทั้งในระดับผู้จัดทำนโยบายการศึกษา  ผู้กำกับดูแล  จนถึงระดับผู้ปฏิบัติ  จึงควรทำความเข้าใจกับประเด็นต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการประเมินหลักสูตรให้ชัดเจน  เพื่อจะได้กำหนดวางแผนการประเมินหลักสูตรที่สอดคล้องกับเป้าหมายของการประเมิน  และสามารถนำผลการประเมินหลักสูตรไปใช้ได้จริง

ความหมายของการประเมินผลหลักสูตร
        การประเมินผล (Evoluation) เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูล และสารสนเทศตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ของโครงการเพื่อนำมาวิเคราะห์  สรุปผลให้ผู้บริหารหรือผู้วินิจฉัยสั่งการ การเลือกดำเนินงานให้เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นั้น  อาจกล่าวได้ว่าการประเมินผลเป็นการวางแผน  การติดสินใจ  การพัฒนาและความเหมาะสมของโครงการ (เสนีย์  พิทักษ์อรรณพ, 2524, หน้า 42)  หรือการประเมินผล  หมายถึงกระบวนการตัดสินคุณค่าหรือความน่าพึงพอใจในลักษณะพฤติกรรมหรือการดำเนินงานต่างๆ  (สงบ  ลักษณะ, 2524, หน้า 37)
            สำหรับการประเมินผลหลักสูตรนั้น  เป็นการประเมินผลที่ย่อยมาจากการประเมินผลการศึกษา  ประเมินผลที่ตัวหลักสูตร  แต่ความหมายของหลักสูตรนั้นกินความหมายที่กว้างมาก คือ โปรแกรมการศึกษาใดๆ ที่กำหนดเค้าโครงการเรียน ซึ่งประกอบไปด้วยวิชาการต่างๆ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์  การเรียนการสอนของแต่ละรายวิชานั้นด้วย 
            การประเมินผลหลักสูตรจะต้องประเมินทั้งหมด  หรือทุกส่วนที่กล่าวมา
            สำหรับความหมายของการประเมินผลหลักสูตร คือ
            สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) และคณะ กล่าวว่า การประเมินผลหลักสูตร  คือ กระบวนการในการหาข้อมูล เก็บข้อมูล เพื่อที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจทางเลือกที่ดีกว่าของเดิม  (ทัศนา  แขมมณี , 2520, หน้า 278)
            ครอนบาค (Cronbach) กล่าวว่า  การประเมินผลหลักสูตร หมายถึง การรวบรวมข้อมูล และการทำข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในเรื่องของโปรแกรมหลักสูตรการศึกษา (ทัศนา แขมมณี, 2520, หน้า 278)
            อรสา  ปราชญ์นคร (2523) กล่าวว่า  การประเมินหลักสูตร  คือ  การหาคำตอบว่าหลักสูตรสัมฤทธิผลตามที่กำหนดไว้ในความมุ่งหมายหรือไม่  และอะไรเป็นสาเหตุ  การประเมินผลหลักสูตรเป็นงานละเอียดต้องการผู้ที่มีความรู้ทั้งในเรื่องของหลักสูตรและการประเมินผล
            การประเมินผลหลักสูตร  เป็นการพิจารณาคุณค่าของหลักสูตร  โดยอาศัยการรวบรวมข้อมูล  และใช้ข้อมูลจากการวัดในแง่ต่างๆ ของสิ่งที่ประเมิน  เพื่อนำมาพิจารณาร่วมกัน  และสรุปว่าหลักสูตรที่สร้างขึ้นมานั้นมีคุณค่าเป็นอย่างไร  มีคุณภาพดีหรือไม่เพียงใด  หรือได้รับผลตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้หรือมีส่วนใดที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขต่อไป  และนำเสนอผู้บริหาร  ผู้มีอำนาจวินิจฉัยสั่งการดำเนินต่อไป  หรือ การประเมินผลหลักสูตร  หมายถึง  กระบวนการในการศึกษาส่วนประกอบต่างๆ ของหลักสูตร  ได้แก่  หลักสูตร  จุดมุ่งหมาย  โครงสร้าง  จุดประสงค์การเรียนรู้  เนื้อหา  กิจกรรม  สื่อการเรียนการสอน  วิธีสอนและการวัดผลจะสัมพันธ์กันหรือไม่
            การประเมินผลหลักสูตรเป็นงานใหญ่และมีขอบเขตกว้างขวาง  ผู้ประเมินจำเป็นต้องวางโครงการไว้ล่วงหน้าว่ามีกระบวนการอย่างไร  มีวิธีการอย่างไร  ดังนั้นโครงการประเมินผลหลักสูตรจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ  และเมื่อนำไปใช้ประเมินผลแล้ว  ควรมีการประเมินผลโดยการประเมินผลของหลักสูตรนั้นๆ ด้วยว่า  มีความสมบูรณ์รอบคอบเพียงใด

ระบบการประเมินผลหลักสูตร
        ระบบการประเมินหลักสูตร  คือ ขั้นสุดท้ายของการพัฒนาหลักสูตร  การประเมินหลักสูตร คือ กระบวนการเปรียบเทียบระหว่างผลการใช้หลักสูตรที่วัดได้กับวัตถุประสงค์ของหลักสูตรว่าการปฏิบัติจริงนั้น  ผลได้ใกล้เคียงกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่

จุดประสงค์ของการประเมินผลหลักสูตร
1.      เพื่อดูว่าหลักสูตร  เมื่อนำไปปฏิบัติจริงได้ผลเพียงใด  บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่
2.      เพื่อหาทางปรับปรุงหลักสูตร  ถ้าพบสิ่งบกพร่อง
3.      เพื่อหาข้อดีข้อเสียในวิธีการจัดประสบการณ์การเรียน
4.      เพื่อช่วยการตัดสินใจของฝ่ายบริหารว่าควรจะใช้หลักสูตรต่อไปหรือไม่
การประเมินผลหลักสูตร  อาจแบ่งเป็นระบบการประเมินย่อยได้ ดังนี้  คือ การประเมิน
เอกสารหลักสูตร  การประเมินระบบหลักสูตร  การประเมินระบบการบริหารหลักสูตร             

การประเมินผลสัมฤทธิ์ผู้เรียน  การประเมินการสอนของผู้สอนและการประเมินการติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษา (มาเรียม  นิลพันธุ์, 2543)
            1.  การประเมินเอกสารหลักสูตร คือ การตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างหลักการ  โครงสร้าง  วัตถุประสงค์   เนื้อหาสาระ  การจัดประสบการณ์การเรียนและการประเมินผลว่ามี
มากน้อยเพียงใด  ภาษาที่ใช้สามารถสื่อสารได้ตรงกันหรือไม่  ข้อกำหนดใช้หลักสูตรมีความชัดเจนไม่เกิดปัญหาในการปฏิบัติใช่หรือไม่
            2.  การประเมินระบบหลักสูตร คือ การตรวจสอบดูว่า หลักสูตรได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ วัตถุประสงค์ของหลักสูตรมีความเที่ยงตรงหรือไม่  หลักสูตรที่วางไว้เหมาะสมกับผู้เรียนหรือไม่  วิธีการสอนเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่  เนื้อหาวิชาที่จัดไว้เหมาะสมหรือไม่  อุปกรณ์การสอนหรือเอกสารประกอบการสอนเหมาะสมหรือไม่
            3.  การประเมินระบบการบริหารหลักสูตร  คือ  การประเมินระบบการบริหารที่จะมีอิทธิพลและส่งผลต่อการใช้หลักสูตร  ปัจจัยการบริหารที่ควรพิจารณาประเมิน  คือ  โครงสร้างและระบบของสถาบัน  อาคารสถานที่  บรรยากาศทางสังคม  สถาบัน  การติดต่อสื่อสาร  ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถาบัน  เวลา  คุณสมบัติของผู้สอนและผู้เรียน  รวมทั้งงบประมาณที่ใช้
            4.  การประเมินผลสัมฤทธิ์ผู้เรียน  คือ  การประเมินคุณภาพและปริมาณความรู้ ทักษะและเจตคติของผู้เรียนตามเกณฑ์  และมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
            5.  การประเมินการสอนของผู้สอน คือ  การศึกษาเกี่ยวกับวิธีการสอนว่าบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในแผนการสอนหรือไม่  องค์ประกอบที่ควรศึกษา ได้แก่  แผนการสอน  จุดประสงค์  เนื้อหาวิชา  สื่อการเรียน  การประเมินผล  รวมทั้งบุคลิกภาพ  ความรู้ ความสามารถ  ความสัมพันธ์กับผู้เรียน  และการสร้างบรรยากาศในการเรียน
            6.  การประเมินการติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษา  การศึกษาสถานภาพของผู้สำเร็จการศึกษาในด้านต่างๆ เช่น  ความรู้  ความสามารถ  เจตคติต่อวิชาชีพ  ความสามารถปฏิบัติงานได้จริงตามสภาพงานที่ปรากฏในปัจจุบัน  ความสามารถในการแก้ปัญหา  และการปรับตัว  สิ่งที่ประสบความสำเร็จและความล้มเหลวในการประกอบอาชีพ  มีความสนใจที่จะศึกษาต่อและมีความคาดหวังที่จะแสวงหาความก้าวหน้าในวิชาชีพอย่างไร
            ในการประเมินหลักสูตร ถ้ามีการวางแผนการประเมินไว้ตั้งแต่แรกเริ่มร่างหลักสูตร       จะเป็นข้อบ่งชี้ให้ทราบถึงประสิทธิภาพของหลักสูตรที่จัดได้ว่า  มีส่วนใดดีที่ควรคงไว้ ส่วนใดไม่เหมาะสมและควรพิจารณาปรับปรุง  หรืออาจยกเลิกไป  ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการพัฒนา ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันสอดคล้องกับสภาพสังคม เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ความเป็นมาและแนวคิดของการประเมินผลหลักสูตร
        เรื่องการประเมินผลหลักสูตรได้รับความสนใจในวงการศึกษามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 เป็น
ต้นมา  ราล์ฟ ไทเลอร์ (Ralph  Tyler) ได้เป็นผู้วางรากฐานให้นับตั้งแต่ปี  ค.ศ. 1930 โดยไทเลอร์(Tyler ) ได้เป็นผู้ริเริ่มให้คำนิยามการศึกษาว่า  “การศึกษาคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม”                   (อรสา   ปราชญ์นคร, 2523, หน้า 134 )  ดังนั้น การประเมินผลหลักสูตรจึงมุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงเป็นจุดสำคัญ  ซึ่งหมายความว่า  จะมีการวัดผลโดยเอาจุดมุ่งหมายเป็นที่ตั้ง  และหาดูว่าได้มีพฤติกรรมอะไรเปลี่ยนแปลงไปตามจุดมุ่งหมายที่ได้ตั้งไว้หรือไม่  ตามแนวคิดนี้ภาพพจน์ของการจัดหลักสูตรก็คือ  ผู้จัดทำหลักสูตรจะต้องมีการจัดวางจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นอย่างไร  จะจัดประสบการณ์การสอนที่สามารถจะให้ผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามที่ต้องการ  บทบาทของการประเมินผลหลักสูตรที่จะช่วยชี้ให้เห็นจริงว่า  ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามจุดมุ่งหมายจริงหรือไม่ อย่างไร
            ต่อมา  สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) และคณะได้ให้แนวคิดใหม่เกี่ยวกับการประเมินหลักสูตรว่า “การประเมินผลหลักสูตรคือ  กระบวนการในการหาข้อมูล เก็บข้อมูล เพื่อที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการติดสินหาทางเลือกอื่นที่ดีกว่าของเดิม”   (อรสา   ปราชญ์นคร, 2523, หน้า 134 )   และในปี ค.ศ.1963  ครอนบาค (Cronbach)  ได้เขียนคำนิยามของการประเมินผลหลักสูตรไว้ในวารสาร    Teacher College  Record  ว่า     “การประเมินผลหลักสูตรหมายถึง        การรวบรวมข้อมูล  และการใช้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจในโปรแกรมหรือหลักสูตรการศึกษา” จะเห็นว่าแนวคิดของ สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) และ ครอนบาค (Cronbach) นี้ตรงกัน ในวงการศึกษานับว่าเป็นแนวความคิดใหม่ในการประเมินหลักสูตรการศึกษาต่างๆ

ระยะการประเมินผลหลักสูตร
        การประเมินผลหลักสูตร  โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกเป็น  3  ระยะ  คือ
            ระยะที่ 1 ประเมินผลหลักสูตรก่อนโครงการ  คือ การประเมินผลหลักสูตรก่อนที่จะนำไปใช้ (Project  Analysis) เป็นการประเมินผลหลักสูตร  เมื่อสร้างเสร็จแล้วผู้สร้างประเมินดูว่าหรือไม่เพียงใด มีข้อที่ควรแก้ไขปรับปรุงอะไรบ้าง อาจให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์หรือวิจัยดูก็ได้
            ระยะที่ 2 ประเมินผลหลักสูตรในขณะที่ดำเนินการ  ว่าหลักสูตรที่ทำขึ้นนั้นนำไปทดลองแล้วได้ผลเพียงใด เช่น หลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ. 2521 มีการทดลองใช้ตั้งแต่ปี 2519 และ 2520 เพื่อหาข้อบกพร่อง อุปสรรค  จะได้แก้ไขให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป
            ระยะที่ 3  ประเมินผลเมื่อจบโครงการ  หรือประเมินผลเมื่อประกาศใช้หลักสูตรแล้ว  เป็นการประเมินผลหลักสูตรที่ใช้อยู่เพื่อที่จะได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป
            ในการประเมินผลหลักสูตรนั้นมีข้อควรระวังอยู่  2  ประการด้วยกันคือ
            1.  กฎข้อที่ 1    ถ้าผู้ถูกประเมินและผู้ประเมินมีปรัชญาเดียวกัน   หรือเป็นพวกเดียวกัน  ผลการประเมินจะออกมาว่า “ดี” เป็นส่วนใหญ่
            2.  กฎข้อที่ 2   ถ้าผู้ถูกประเมินและผู้ประเมินมีปรัชญาต่างกัน  หรือเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ผลการประเมินจะออกมาว่า “ไม่ดี” เป็นส่วนใหญ่  (โกวิท  ประวาลพฤกษ์, 2523, หน้า 13)
            ดังนั้น  การประเมินผลหลักสูตรที่จะไม่ให้เกิดความลำเอียงดังกล่าว  จะทำได้โดยประเมินโดยยึดที่จุดมุ่งหมาย  เป้าหมาย  หรือวัตถุประสงค์ของหลักสูตรเป็นประการสำคัญ
ขอบเขตของการประเมินผลหลักสูตร
            ในความเข้าใจของครูผู้สอนส่วนมากคิดว่าการสอบ  คือการประเมินผลหลักสูตร  ถ้าเด็กสอบได้ดีมักคิดว่าหลักสูตรดี  หรือในทางตรงกันข้าม  ถ้าเด็กสอบตกมากมักคิดว่าหลักสูตรไม่ดี ที่ถูกต้องแล้วการสอบเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมินผลหลักสูตรเท่านั้น แต่การประเมินผลเพื่อตัดสินสัมฤทธิผลของหลักสูตรนั้นกำหนดขอบเขตได้ดังนี้
            1.  ประเมินความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ (Goals and Objectives) เป็นการพิจารณาดูว่าเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและสังคมนั้นหรือไม่เพียงใด  สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ได้หรือไม่  ไม่ยาก หรือไม่ง่ายจนเกินไป
            2.  ประเมินโครงการทั้งหมดของโรงเรียน (Program of Schooling)  เป็นการพิจารณาว่าโรงเรียนจัดโครงการเรียนการสอนใดบ้าง  สอดคล้องกับหลักการและจุดมุ่งหมายหรือไม่ การจัดกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน  ตลอดจนการวัดและการประเมินผลการเรียนของนักเรียน  ตลอดจนการบริหารทางด้านหลักสูตร  ตารางสอน  ห้องสมุด  เป็นต้น
3.  ประเมินโครงการเฉพาะส่วน (Specific  Segment  of  the Education Program) เป็นการพิจารณาโครงการทำงานแต่ละโครงการว่าได้รับผลลัพธ์เป็นที่ยอมรับหรือคัดค้าน และในการที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายของการทำงานตามโครงการ
4.  ประเมินการเรียนการสอน (Instuction) เป็นการพิจารณาการเรียนการสอน  ตลอดจนการนำสื่อการสอนใหม่ๆ มาใช้  ผลสัมฤทธิ์และความสำเร็จในด้านการเรียน  การนำความรู้ออกไปประกอบอาชีพได้
5.  ประเมินโครงการการประเมินผล (Evaluation  Program)  เป็นการพิจารณาผลสัมฤทธิ์ของโครงการ  ผลการดำเนินตามโครงการ  ประสบการณ์ การตอบสนองจากชุมชนและสังคมของแรงต้านทานและผลกระทบที่มีต่อสังคม
6. ประเมินโครงการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน รวมถึงการสอบด้วย  ผลการสอบของนักเรียนเป็นอย่างไร จะดีหรือเลวนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การสอนของครู ความบกพร่องทางร่างกายของผู้เรียน  กรณีทางบ้าน  ความยากง่ายของแบบเรียน เป็นต้น
7.  ประเมินโครงการของผู้เรียนที่จบออกไปว่าหางานทำได้หรือไม่ ทำแล้วเกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคมมากน้อยเพียงใด  สังคมยอมรับในผลผลิตที่ออกไปจากสถาบันนั้นหรือไม่
ขั้นตอนของการประเมินผลหลักสูตร
            เซเลอร์และอเล็กซานเดอร์ (Saylor and Alexander) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Planning Curriculum  for Modern  School  ว่า การประเมินผลหลักสูตรเป็นกระบวนการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ต้องอาศัยเทคนิคต่างๆ มาประกอบการประเมินผลหลักสูตร  ขั้นตอนการประเมินผลหลักสูตรมี  5  ประการ คือ
            1.  ประเมินผลจุดมุ่งหมายในระดับต่างๆ ได้แก่ จุดมุ่งหมายทั่วไปของหลักสูตร  จุดมุ่งหมายเฉพาะวิชา  จุดมุ่งหมายในการสอน  เพื่อดูว่าจุดมุ่งหมายเหล่านี้เหมาะสมสอดคล้องกับตัวผู้เรียนและสภาพสิ่งแวดล้อมหรือไม่เพียงใด  ภาษาที่ใช้ยุ่งยากแก่การสื่อสาร  และการกำหนดจุดมุ่งหมายไว้สูงเกินไปยากแก่การปฏิบัติหรือไม่
            2.  ประเมินผลโครงการการศึกษาของโรงเรียนทั้งหมด  ทั้งนี้เป็นการประเมินผลโครงการต่างๆ ที่จะช่วยให้หลักสูตรบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ เช่น  การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรใหม่  การดำเนินงานของกลุ่มโรงเรียน  การจัดสรรงบประมาณ  การแนะแนว  ห้องสมุด  โรงฝึกงาน  การดำเนินงานของโครงการต่างๆ ได้กระทำไปมากน้อยแค่ไหน  และโครงการที่ได้กระทำไปมีประสิทธิภาพหรือไม่
            3.  ประเมินผลการเลือกเนื้อหาสาระของวิชา  การเลือกและการจัดประสบการณ์การเรียนและสื่อการเรียนว่าได้จัดและดำเนินไปเหมาะสมมากน้อยเพียงใด และการจัดประสบการณ์การเรียนได้สัดส่วนกับครบทุกด้านและมีความเหมาะสมหรือไม่
            4.  ประเมินผลการสอน  การประเมินผลขั้นนี้  ครูเป็นผู้ที่มีบทบาทมากในการนำหลักสูตรมาปรับใช้ในห้องเรียน  การประเมินผลระดับนี้  ถ้าเพื่อดูว่าการสอนของครูดำเนินไปโดยยึดถือหลักสูตรเป็นหลักหรือไม่  การสอนได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนไปตามจุดหมายของหลักสูตรหรือไม่  เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนก็คือ  ความสำเร็จในการสอนของครูเพื่อดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายของหลักสูตร
            5.  ประเมินผลโครงการของหลักสูตร  ถึงแม้ว่าการประเมินผลแต่ละโครงการได้วางแผนและขั้นตอนของการประเมินผลไว้อย่างดีแล้วก็ตาม  แต่การดำเนินงานอาจมีข้อผิดพลาดได้  ซึ่งจะเป็นผลทำให้การประเมินผลเพื่อสรุปผลของหลักสูตรผิดพลาดไปได้  ฉะนั้นจึงต้องมีการประเมินผลโครงการเพื่อตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง
หลักในการประเมินผลหลักสูตร
1.      ต้องปฏิบัติสืบเนื่องสม่ำเสมอตลอดเวลา
2.      ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า  จะประเมินอะไรให้แน่นอน
3.      การหาข้อมูล เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการประเมินผลหลักสูตร
4.      ควรพิจารณาข้อมูลที่จะนำมากำหนดเกณฑ์หรือกำหนดเครื่องมือในการประเมินผล
อย่างรอบคอบ
5.      การวิเคราะห์ผลการประเมิน ต้องทำอย่างระมัดระวัง  โดยให้มีความเที่ยงตรง
เพียงพอ เพื่อนำผลวิเคราะห์เสนอกรรมการพิจารณา
6.      ควรพิจารณาผลการประเมินผลหลักสูตรนี้  เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรให้
เหมาะสมต่อไป
แนวทางการประเมินผลมีอะไรบ้าง
แนวทางของการประเมินผล มีประเด็นที่น่าศึกษาอยู่   10  ประเด็นด้วยกัน และเราจะต้องใช้วิธีการประเมินต่างๆ กันไปแต่ละประเด็น  ประเด็นทั้ง  10  ที่ต้องศึกษา คือ
1.  จุดหมาย  หลักการ  ของหลักสูตร  คือดูว่าหลักการที่บัญญัติไว้เวลานำไปสู่ภาคปฏิบัติเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด  เช่น  หลักการเกี่ยวกับการถ่ายโอนผลการเรียน  หลักการ
ให้เด็กเลือกเรียนวิชาเลือกตามอัธยาศัย  หลักการจัดโครงการเรียนให้มีวิชาเลือกหลายวิชา         สิ่งเหล่านี้ต้องนำจุดหมายและหลักการมาเป็นแม่บท  และดูว่าโรงเรียนทำอะไรบ้าง  ทำได้ตามนี้หรือไม่
            2.  โครงสร้างของหลักสูตร  คือดูว่าโครงสร้างของหลักสูตรที่กำหนดไปนั้นเมื่อแตกออกไปเป็นโครงการเรียนในการปฏิบัตินั้นสอดคล้องกันดีหรือไม่  การจัดโครงการเรียนเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ต้องประเมินให้ถี่ถ้วนว่าโรงเรียนมีวิธีการอย่างไร  จัดด้วยเหตุผลอะไร  จัดได้สอดคล้องกับความคาดหวังของหลักสูตรหรือไม่  กุญแจที่สำคัญของการประเมินผลหลักสูตรอยู่ที่ว่า  โรงเรียนจัดอย่างไร  ด้วยเหตุผลอะไร  ทำไมจึงจัดได้  ทำไมจึงจัดไม่ได้  มีปัจจัยอะไรส่งผลให้เป็นเช่นนี้
            3.  สาระสำคัญ  และเนื้อหาตามหลักสูตรที่ถ่ายทอดรายละเอียดเป็นสื่อการเรียน  รายวิชาต่างๆ ที่กำหนดไปแล้วนั้นเหมาะกับวัยของเด็กเพียงไร  ครูมีพื้นฐานความรู้ที่จะสอนได้ตามนั้นหรือไม่  หลายวิชาหลักสูตรอาจเขียนไว้ค่อนข้างหรู  แต่หาคนสอนไม่ได้  มันก็หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น ซึ่งไม่ใช่ความผิดของใคร  แต่เป็นความไม่พร้อมหลายๆ อย่างด้วยกัน เช่น ระบบการผลิตครู เนื้อหาสาระของหลักสูตรที่กำหนดเป็นรายวิชาต่างๆ ผู้ประเมินผลจะต้องใช้เวลามาก และต้องการความสัดทัดเฉพาะบุคคล
            4.  วิธีสอนวิธีเรียน  เรื่องนี้แม้จะเป็นหน้าที่โดยตรงของระบบโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ และกรมเจ้าสังกัด  แต่ก็สัมพันธ์กับหลักสูตรในแง่ที่ว่า  หลักสูตรใหม่แต่สอนวิธีเก่าก็ไม่มีความหมายอะไร  ตัวอย่างเช่น วิชาวิทยาศาสตร์  เป็นเรื่องที่คนเข้าถึงเหตุเข้าถึงผล  ไม่ให้เชื่ออะไรที่เลือนราง  การที่จะเข้าถึงสิ่งนั้นได้ต้องจับต้อง  ต้องพิสูจน์กันอย่างจริงจัง แต่ปรากฏว่าโรงเรียนหลายแห่งบอกว่ายากยังไม่พร้อม หรือสู้การสอนแบบท่องจำไม่ได้  ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วทัศนคติทางวิทยาศาสตร์จะไม่เกิดขึ้น 
            5.  ระบบงานวิชาการของโรงเรียน ต้องดูว่าการวางโปรแกรมให้นักเรียนนั้นใครเป็นผู้วางรวมถึงการบันทึกวิชาการต่างๆ ลงไปในระเบียนของเด็ก  รายวิชาที่จัดนั้นผสมผสานกันดีไหม หรือไม่ประสานกันเลย  ระบบงานวิชาการเป็นหัวใจสำคัญที่จะส่งผลให้คณะครูที่สอนตามสายต่างๆ ทำงานประสานกันดี
            6.  ครูอาจารย์ที่สอนตามหลักสูตรใหม่ได้หรือไม่  วิชาดนตรียังขาดครูสอน  วิชาชีพก็เช่นเดียวกัน  จึงไม่สามารถเปิดสอนได้
            7.  สื่อการเรียน  หนังสือเรียน  คู่มือ  หนังสืออ่านประกอบ  หนังสืออ้างอิงมีหรือไม่  มีแล้วแต่ยังผิดพลาดหรือไม่  ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องสำรวจและพิจารณา
            8.  การวัดผลทั้งหมดรวมทั้งการจัดระบบวัดผล  ต้องพิจารณาในเรื่องวัดผลนั้นว่าโรงเรียนทำถูกหรือผิดประการใด  โดยเอาระเบียบเป็นตัวยืนยันว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่ เมื่อระเบียบไม่เหมาะสมควรเอามาแก้ไขเปลี่ยนแปลง
            9.  การจัดกิจกรรมในโรงเรียน  กิจกรรมเป็นส่วนสำคัญของระบบหลักสูตรเหมือนกัน ซึ่งไม่ได้กำหนดเป็นเนื้อหาวิชา แต่มีระเบียบกิจกรรม เช่น จะต้องเรียนลูกเสือ  โรงเรียนได้ทำกิจกรรมเหล่านี้เหมาะสมและสอดคล้องกับความจำเป็นหรือไม่  โรงเรียนจัดแนะแนวในลักษณะใด  สอดคล้องกับความจำเป็นหรือไม่
            10. แหล่งวิทยาการ  สถานประกอบการ  โรงเรียนเข้าใจเรื่องนี้จริงหรือไม่  เห็นทางปฏิบัติมากน้อยเพียงใด  เรื่องนี้ทางกระทรวงได้แก้ไขปรับปรุงระเบียบแล้วได้เผยแพร่ให้โรงเรียนเข้าใจสาระสำคัญหรือไม่
ข้อพึงระลึกในการประเมินผลหลักสูตร
1.      การประเมินผลหลักสูตรจะต้องกำหนดลงไปอย่างชัดเจนว่าจะประเมินอะไรให้
แน่นอน
2.      การหาข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง  สำหรับการประเมินผลหลักสูตร
3.      การรวบรวมข้อมูลมาเพื่อกำหนดเกณฑ์และกำหนดเครื่องมือในการประเมินจะต้อง
พิจารณาอย่างรอบคอบ
            4.  การวิเคราะห์ผลการประเมินจะต้องกระทำอย่างระมัดระวังและมีความเที่ยงตรง  เพื่อที่จะนำผลการวิเคราะห์นั้นไปเสนอคณะกรรมการพิจารณา
            5.  พิจารณาจากการประเมินผลหลักสูตร  เพื่อปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้เหมาะสมต่อไป
ประโยชน์ของการประเมินผลหลักสูตร
            1.  ช่วยให้ความมุ่งหมายของหลักสูตรและจุดมุ่งหมายในการสอนกระจ่างขึ้น  เพราะถ้าคลุมเครือก็วัดไม่ได้  ต้องตีความหมายให้กระจ่างเสียก่อนจึงประเมินได้
            2.  ช่วยส่งเสริมการสอนในโรงเรียนให้ดีขึ้น  ข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลจะมีลักษณะเป็นผลสะท้อนไปสู่การปรับปรุงหลักสูตรและการสอน
            3.  ส่งเสริมการเรียนของนักเรียน  เมื่อความมุ่งหมายกระจ่างแล้ว  นักเรียนก็สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าตนเองประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด  เป็นการให้แรงจูงใจแก่นักเรียน
            4.  ช่วยในการแนะแนวของครู  ข้อมูลต่างๆ ที่ครูรวบรวมได้เกี่ยวกับนักเรียนจะเป็นประโยชน์ต่อการแนะแนวไปในตัวด้วย
            5.  ช่วยในด้านการสื่อสารระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองเกี่ยวกับการเรียนของนักเรียน เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ของโรงเรียนและชุมชนไปในตัวด้วย  ประโยชน์ข้อนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับเทคนิคในการรายงานผลการเรียนของนักเรียนไปสู่ผู้ปกครอง ระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันช่วยให้เกิดประโยชน์ข้อนี้น้อยมาก
บทสรุป
            การประเมินผลหลักสูตร  เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นยิ่ง  เพราะจะได้รู้ถึงคุณค่าของหลักสูตร  ตัดสินว่าคุณภาพของหลักสูตรมีคุณภาพดีเพียงใด  ผลิตผลของหลักสูตร คือ ผู้เรียนเมื่อจบออกไปแล้วเป็นอย่างไร  การประเมินผลหลักสูตรนั้น ประเมินตั้งแต่ก่อนนำหลักสูตรไปใช้  ขณะที่ทดลองใช้  และเมื่อประกาศใช้แล้ว เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลจะทำให้การประเมินผลหลักสูตร  เป็นระบบ  ระเบียบ และเป็นแนวทางวิทยาศาสตร์  ประเมินได้ตามจุดที่ต้องการ  และการประเมินผลหลักสูตรควรจะประเมินผลทั้งหมดของหลักสูตร เช่น จุดมุ่งหมาย เนื้อหา  การเรียน  การสอน  สื่อการเรียนการสอน กิจกรรม  การวัดผล  เป็นต้น  การประเมินผลจะส่งผลไปยังผู้มีอำนาจในการตัดสินว่า  หลักสูตรนั้นสมควรที่จะแก้ไขปรับปรุงเพียงใด  มีปัญหาอะไรบ้างในการใช้หลักสูตรนั้น จะได้ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้หลักสูตรนั้นเป็นหลักสูตรที่ดี และสนองความต้องการต่างๆ ของผู้เรียน  สังคม  เศรษฐกิจ  การปกครอง  จิตวิทยาการเรียนรู้ การประเมินผลหลักสูตรควรจะดำเนินการและกระทำอยู่สม่ำเสมอ  เพื่อการปรับปรุง  พัฒนา  หลักสูตร ให้มีคุณภาพดีที่สุด



3.แลกเปลี่ยนแนวคิดกับเพื่อนนักศึกษา หรือผู้รู้ เกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้ การบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนหรือการจัดการเรียนรู้
ตอบ


(การนำหลักสูตรไปใช้ การบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนหรือการจัดการเรียนรู้)


ที่มา : http://patthadon-dit9941.blogspot.com/2017/08/9.html
หนังสือเรียนวิชาการพัฒนาหลักสูตร(ดร.พิจิตรา  ธงพานิช)